ท่องเที่ยวในวันทานาบาตะ ตอน 1 (คามากุระ)
posted on 22 Sep 2009 00:32 by happytikky in TkStory
อยากจะเล่าเรื่องที่ไปดูคอนจะแย่ ขอข้ามคามากุระเลยได้ไหมนะ (ขอใครมิทราบ)
มีเสียงกระซิบบอกมาจากยอดเขาอินาสะที่นางาซากิ (ไม่เกี่ยว?)
"ไหนๆก็ไปแล้ว เล่าสักหน่อยเถอะ" ก็ได้ ....เล่าก็ได้ >< จำใจนะเนี้ย
แต่เนื่องจากบล๊อคนี้ไม่ใช่บล๊อคให้สาระความรู้
อีกทั้ง-ทีเค-เจ้าของบล๊อคนั้นเป็นคนไร้สติ(และไร้สตางค์)
จะเอาสาระน่ารู้คู่คุณธรรมไม่ได้ ครั้นจะให้บอกว่า
ไปคามากุระต้องขึ้นรถไฟสายไหน ไปต่อที่ไหน ไปยังไง
อีเรื่องแบบนี้ มันต้องไปค้นกันเอาเอง (ใจร้ายมั้ย)
ความสนุกเล็กๆในการเดินทางโดยไม่ง้อทัวร์
มันจะอยู่ที่การอ่านตารางรถไฟ วางแผนการท่องเที่ยวด้วยกัน
หลงด้วยกัน งงด้วยกัน เมื่อยด้วยกัน แบบนั้นแหละดี
วัดพระใหญ่ไดบุตสึที่คามากุระนั้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่ง
แน่นอนว่าไม่ไกลจากโตเกียว ยิ่ง 5 สาวจากบางกอกพักที่โยโกฮามะ
คามากุระนั้นก็ใกล้ยิ่งกว่าปกติเสียอีก เราตื่นกันแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว
และลงมาซัดอาหารเช้าของโรงแรมกัน
หน้าตาอาหารเช้าจะเป็นแบบนี้แหละ กินมันซ้ำๆซากๆ ดีกว่าไม่มีกิน
เนื่องจากวันแรกที่เรามาถึงนั้นเราเจอฝอยฝนหล่นใส่หัวเกือบทั้งวัน
เพื่อเป็นการไม่ประมาท เราจึงดูพยากรณ์อากาศก่อนออกจากโรงแรม
ซึ่งวันนี้บอกว่า ที่คานางาวะแดดออก ฝนตกแค่ 30% ไม่เอาร่มไปล่ะนะ
แต่ที่ไหนได้ พอก้าวขาออกจากโรงแรม ก็เจอเม็ดฝนหล่นประชดซะอย่างนั้น
(ใหญ่กว่าฝอยฝนเมื่อวาน) ตัดสินใจไปหยิบร่มติดมือ แล้วก็ออกเดินทาง
ทุกท่านคะ...พยากรณ์อากาศเมืองไทยเป็นอย่างไรไม่ทราบ
แต่ที่ญี่ปุ่น พยากรณ์อากาศนั้นแม่นยิ่งกว่าหมอดูดังๆบ้านเรา ฟันธง!! คอนเฟิร์ม!!
หลังจากเจอเม็ดฝนที่หน้าโรงแรมราว 5 นาทีแล้ว ตลอดวันนั้นแดดแรงมาก
ก็ถ้าทีวีบอกว่าแดดออก มันก็จะแดดออกค่ะ สรุปแล้วเราหิ้วร่มไปเป็นอุปกรณ์เสริม
ตอนที่เดินขึ้นเขาลงเขากันจนเมื่อยขานั่นแหละ T^T
การไปถึงวัดได้นั้น 5 สาวเลือกนั่งรถบัสค่ะ หน้าตารถบัสก็ดูสวยงาม
สมกับมีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจริงๆ ทีเคออกจะชื่นชมระบบขนส่งมวลชนของญี่ปุ่น
คุณไม่จำป็นต้องมีรถยนต์เลย ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็ไม่รู้สึกว่าไม่สะดวกสบาย
รถไฟไปได้ทุกที่ที่มีราง(แน่ล่ะย่ะหล่อน) แล้วรางรถไฟในญี่ปุ่นนั้นก็เหมือนจะเยอะแยะ
ตัดกันเป็นเส้นสายซับซ้อน รถไฟก็ตรงเวลา รถเมล์ก็ตรงเวลา
ทีเคมีโอกาสได้เห็นการบริการให้คนพิการด้วย คนพิการในญี่ปุ่นที่ต้องนั่งรถเข็น
สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้คนเดียว ฟุตบาทมีทางลาดพร้อมให้รถเข็นขึ้น
ทางข้ามถนนหากเป็นคนตาบอดก็จะมีเสียงจิ๊บๆ บอกให้รู้ว่านี่คือสัญญานสีอะไร
ลิฟท์ทุกตัวที่สถานีรถไฟใช้งานได้จริง (ไม่มีติดป้ายแบบบ้านเรา-กำลังปรับปรุง-)
ถ้าหากคนพิการจะขึ้นรถไฟ เจ้าหน้าที่ประจำชานชาลาจะมีแผ่นไม้กระดานมาปูให้
ตอนที่รถเข็นจะเข้าไปในตู้รถไฟ (Please mind the gap between train and platform)
เมื่อคนพิการเข้าไปแล้ว พนักงานก็จะเก็บพับไม้กระดานนั้นด้วยสีหน้าสุภาพ และไปทำหน้าที่อื่นต่อ
นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่คนพิการเท่านั้นคนเฒ่าเข่าเสื่อม ไม่ต้องกลัวค่ะว่าไปไหนลำบาก
รถเมล์ในญี่ปุ่นมารยาทดี ขับในความเร็วพอเหมาะ (คาดคะเนไม่น่าเกิน 60 km/h)
และรถเมล์ก็จะมีบอกไว้ด้วยนะคะ ว่าคันไหนมีระบบไฮโดลิก (เขียนถูกไหม?)
ไอ้เจ้าระบบนี้มีไว้ทำไม ยกรถขึ้นตอนตำรวจมาตรวจว่ารถเมล์โหลดผิดปกติเหรอ ไม่ใช่ๆ
เวลาที่รถเมล์จอดสนิทที่ป้ายรถ รถที่มีระบบนี้จะเอียงข้างทำมุมกับขอบถนนค่ะ
ผลก็คือ คุณป้า คุณยาย จะสามารถลงจากรถเมล์ได้โดยไม่ต้องมีสเตป
จะก้าวขาก็มั่นคง ข้อเข่าที่เสื่อมก็จะได้ไม่โอดครวญ สำหรับคนซุ่มซ่ามก็จะได้ไม่สะดุดล้ม
เมื่อลงจากรถแล้วประตูก็จะปิดอย่างเงียบๆ คนขับก็จะจากไปอย่างมีมารยาท
ไม่มีเสียงตามหลังมาว่า "ไวหน่อยป้าๆ ป๊ายยยยยย" รีบไปหาพ่อง หาแม่มเมิงเหรอ ><
เฮ้ย....นอกเรื่องยาวเลย ขึ้นรถไปคามากุระกันต่อ เดี๋ยวไม่จบ
รถบัสจอดสุดทางที่ลานข้างวัด เดินไปไม่ถึง 50 เมตรเราก็เจอทางเข้า
ที่นั่นมีหนุ่มฝรั่งเข้ามาทำความรู้จักกับกับสาวเจ (หมอนั่นชื่อไรนะ)
เราเดินผ่านลานที่มีต้นไม้ครึ้มเพื่อเข้าไปยังส่วนขายตั๋ว ราคาเข้าชมที่นี่กี่เยนจำไม่ได้
เมื่อผ่านประตูเข้าไป ก็จะเจออ่างหินที่สำหรับให้ล้างมือ ชำระสิ่งไม่ดีไปก่อนไหว้พระ
และถัดไป ตรงหน้าเราก็เป็นลานกว้างที่มีแผ่นหินทอดยาวตรงไปยังพระพุทธรูปองค์ใหญ่
Model : Miss J Photographer : TK
หลังจากที่ทีเคกลับจากเที่ยวคราวนี้เพื่อนที่เคยไปก่อนหน้าถามว่าชอบไหม
ทีเคค่อนข้างชอบ แต่เพื่อนสาวบอกว่าเธอว่าวัดแคบไป อืม...ก็จริง
ในความรู้สึกก่อนหน้าที่จะได้เห็นสถานที่จริง เราจินตนาการความใหญ่โตเอาไว้
แต่ในความจริง พื้นที่ของวัดนี้ไม่ได้กว้างขวางนัก แต่ก็สงบสมกับเป็นวัดวาอาราม
แม้ว่าวันที่เราไปจะมีนักเรียนมาทัศนศึกษากลุ่มใหญ่ก็ตาม
ก่อนหน้านี้อ่านรีวิวของหลายๆคนที่ไปมาที่นี่ ก็พูดถึงต้นสนที่รัชกาลที่ 7 ทรงปลูกไว้
(นอกจากนี้ยังมีที่ รัชกาลที่ 6 ปลูกไว้ด้วย) แต่อ่านไม่เจอว่ามีใครเคยพูดถึง
รูปหล่อสมเด็จพุฒาจารย์โต (อาจจะมีแต่เราไม่เจอ) ในวัดมีหลวงปู่โตอยู่ด้วยนะคะ หากันดีๆ เดี๋ยวก็เห็น
เราออกจากวัดนี้เดินไปอีกวัดโดยมีหนุ่มฝรั่งตามมาด้วย (พวกยูจากปายหนาย ไอปายด้วยโคน)
วัดถัดไปคือวัดเจ้าแม่กวนอิม (ใช่ชื่อนี้เหรอ) วัดนี้กว้างขวางใหญ่โต
ไม่รู้ว่ากินบริเวณมากน้อยแค่ไหน แต่คิดว่าอย่างน้อยกว่าเราจะขึ้นไปได้ก็ต้องขึ้นบันไดไต่เขาไป
ที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวด้วย มีเหยี่ยวบินไปมา (รู้ว่าเป็นเหยี่ยวเพราะมีป้ายบอกไว้)
อยากอธิบายความงาม แต่เรื่องความสวยนั้นเป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสด้วยสายตาไม่ใช่จากคำบอกเล่า
ดังนั้น ถ้าใครจะไป อย่าลืมแวะทดสอบพลังขาของคุณและขึ้นไปชมวิวกันนะคะ
จุดชมวิว
หินแกะสลัก จะเป็นรูปเณรน้อยหรือว่านกฮูก ดูไม่ออกแต่น่ารักมากจริงๆ
สองสาวมีท่าทีอายๆที่ถูกขอถ่ายรูป แต่ก็เต็มใจยิ้มแป้น
เราอำลาหนุ่มฝรั่งด้วยความหื่น เอ้ย หิว บ่ายแล้วเราทั้งหมดต้องกินข้าวเพื่อเติมพลัง
เราแวะร้านข้าวเล็กๆที่ระหว่างทางไปสถานีรถไฟ เป็นร้านที่ด้านหน้าดูงั้นๆ
ข้างในก็ดูงั้นๆ แต่อาหารนั้นต้องทำให้เรากะดี๊กะด๊า ทีเคสั่งชาฮั่ง เรียกซะหรูจริงๆก็คือ ข้าวผัด
รสชาติอร่อยมาก แถมปริมาณยังเยอะด้วย น่าเสียดายไม่ได้ถ่ายรูปร้านไว้
วันนี้เป็นอีกวันที่ยาวนาน เราทั้งหมดออกจากคามากุระ มุ่งหน้าสู่โยโกฮามะ
เพื่อไปยัง Yokohama Sea Paradise ด้วยตั๋วแบบ one day pass (วางแผนการเที่ยวดีๆ คุ้มมาก)
ไม่ไหวแล้ว.........ค่อยเล่าเรื่องปลาโลมา กับ สาวบ้าช๊อปปิ้งใน next entry
เฮ้ยยย หลาย entry แล้ว ทำไมยังไม่เจออีตาฟุซะทีเนี้ย T^T
Miss J หน้าไม่ค่อยชัดนะคะ แต่ต้องเป็นดาว(มหาลัยแน่ๆ)
รอตามอ่านตอนต่อไปนะจ๊ะ
#1 By kikai (58.9.93.251) on 2009-09-23 16:41